Black Ribbon Top Right

เกษตรฯ เดินหน้าประชาสัมพันธ์ใช้กล้าพันธุ์กาแฟคุณภาพ ยกระดับกาแฟเชียงรายสู่มาตรฐานโลกขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูง ควบคู่การอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนากาแฟคุณภาพของจังหวัดเชียงราย ผ่านโครงการประชาสัมพันธ์กล้าพันธุ์กาแฟ มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรใช้กล้าพันธุ์ดี พัฒนาศักยภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพกาแฟไทยสู่ตลาดพรีเมียม พร้อมสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรบนพื้นที่สูง ภายใต้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งพัฒนา “เกษตรมูลค่าสูง เกษตรยั่งยืน และเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายเป็นแหล่งผลิตกาแฟอาราบิกาที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย มีศักยภาพทั้งด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และอัตลักษณ์ของแหล่งผลิต ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตกาแฟยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับการผลิตกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้กล้าพันธุ์คุณภาพดีที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาระบบการแปรรูปและการตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต และยกระดับกาแฟไทยสู่ตลาดกาแฟคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“การพัฒนากาแฟไทยในวันนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มผลผลิต แต่ต้องสร้างคุณภาพ สร้างอัตลักษณ์
และสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม การไม่บุกรุกพื้นที่ป่า การไม่เผาในทุกกรณี และการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว
ด้านนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟกว่า 55,415 ไร่ และเป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้วกว่า 53,954 ไร่ นับเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ดอยช้าง ดอยวาวี และดอยตุง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลจากคุณภาพและเอกลักษณ์ของรสชาติ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์กล้าพันธุ์กาแฟ เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรเลือกใช้กล้าพันธุ์กาแฟคุณภาพดีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การดูแลรักษา การจัดการสวน การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการแปลงผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee)
นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงตลาด การสร้างเรื่องราว (Storytelling) ของกาแฟอัตลักษณ์เชียงราย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการสร้างเครือข่ายผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟอย่างครบวงจร
ในปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนกล้าพันธุ์กาแฟคุณภาพแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
เพื่อทดแทนต้นกาแฟเสื่อมโทรมและขยายพื้นที่ปลูกที่มีศักยภาพ โดยสนับสนุนกล้าพันธุ์กาแฟรวม 445,800 ต้น แบ่งเป็นพันธุ์อะราบิกา จำนวน 385,800 ต้น และกล้าพันธุ์กาแฟโรบัสตา จำนวน 60,000 ต้น ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคเหนือ สำหรับจังหวัดเชียงราย รวม 127,000 ต้น แบ่งเป็น พันธุ์อะราบิกา จำนวน 112,000 ต้น และพันธุ์โรบัสตา จำนวน 15,000 ต้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์ที่มีคุณภาพ
ได้มาตรฐาน และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ อันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการผลิตกาแฟคุณภาพที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดโลก
“กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการผลิตกาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร โดยส่งเสริมการปลูกกาแฟภายใต้ระบบวนเกษตร การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การบริหารจัดการดินและน้ำอย่างเหมาะสม ลดการใช้สารเคมี และรณรงค์ไม่เผาในพื้นที่การเกษตรทุกกรณี เพื่อร่วมลดปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรสามารถปรับตัวรองรับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ อาทิ ข้อกำหนดด้านการผลิตที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและขยายโอกาสทางการตลาดของกาแฟไทยในอนาคต” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว
การดำเนินโครงการดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกาแฟเชียงรายสู่การเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของประเทศ สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างสมดุล ภายใต้แนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดรับกับทิศทางการพัฒนาเกษตรไทยในอนาคต.-