Black Ribbon Top Right

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะ 7 แนวทางฟื้นฟูเครื่องจักรกลการเกษตรหลังน้ำลดลดความเสียหาย–เร่งฟื้นการผลิต พร้อมเสริมเครือข่ายช่างเกษตรในพื้นที่

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร ผลผลิต และปัจจัยการผลิตของเกษตรกร โดยนอกจากความเสียหายของพืชแล้ว เครื่องยนต์และเครื่องจักรกลการเกษตรที่ถูกน้ำท่วมก็มีความเสี่ยงได้รับความเสียหายและอาจมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเครื่องจักรกลการเกษตรหลังน้ำลด เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเครื่องมือกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย ลดต้นทุนการซ่อมแซม และกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้โดยเร็ว

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรขานรับนโยบาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญทั้งการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร ผลผลิต และเครื่องมือทางการเกษตรที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่องและลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นภายหลังน้ำลด

สำหรับเครื่องยนต์และเครื่องจักรกลการเกษตรที่ถูกน้ำท่วม ขอให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการสตาร์ทเครื่องทันที จนกว่าจะได้รับการตรวจสอบและทำความสะอาดอย่างเหมาะสม เนื่องจากน้ำและตะกอนที่เข้าไปในระบบเครื่องยนต์ ระบบน้ำมัน ระบบไฟฟ้า หรือระบบส่งกำลัง อาจทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ควรดำเนินการตรวจสอบตามลำดับ ตั้งแต่การทำความสะอาดเครื่องจักร การตรวจระบบน้ำมันและเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบส่งกำลัง ตลอดจนระบบเบรกและระบบไฮดรอลิก ก่อนนำกลับมาใช้งาน

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ สื่อสารองค์ความรู้และแนวทางการฟื้นฟูเครื่องจักรกลการเกษตรหลังน้ำลด ให้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถประเมินความเสียหายเบื้องต้นและดำเนินการได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเครื่องจักรที่มีระบบซับซ้อนหรือได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ควรให้ช่างผู้มีความรู้และประสบการณ์ตรวจสอบก่อนนำกลับมาใช้งาน เพื่อป้องกันความเสียหายซ้ำและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และเมื่อระดับน้ำลดลงแล้วควรตรวจสอบเครื่องยนต์และเครื่องจักรกลการเกษตรและดูแลตามขั้นตอนที่ถูกต้องเหมาะสม 7 ขั้นตอน ดังนี้

1.ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์เด็ดขาด หากยังไม่ได้ตรวจเช็คและทำความสะอาดระบบน้ำมันและห้องเผาใหม่ เพราะน้ำที่ค้างอยู่ในกระบอกสูบอาจทำให้ก้านสูบหักทำให้เครื่องยนต์เสียหายทันที

2.ล้างทำความสะอาดเบื้องต้น ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันต่ำหรือน้ำสะอาดล้างคราบโคลนดินและเศษขยะตามซอกเครื่องยนต์และโครงสร้างออกให้หมด เพื่อป้องกันการกัดกร่อน แล้วถอดกรองอากาศ หากเป็นกรองกระดาษที่เปียกน้ำควรเปลี่ยนใหม่ทันที ส่วนกรองน้ำมันเครื่องให้ถ่ายน้ำมันเก่าออกให้หมด

3.จัดการระบบน้ำมันและเครื่องยนต์ ทำความสะอาดถังน้ำมันเชื้อเพลิง ล้างห้องเครื่องด้วยน้ำมันล้างเครื่อง
แล้วเติมน้ำมันใหม่ ถอดหัวเทียนเครื่องยนต์เบนซิน หรือถอดหัวฉีดเครื่องยนต์ดีเซล โยกฟันสตาร์ทหรือไดสตาร์ทเบาๆ
เพื่อไล่น้ำออกจากกระบอกสูบ จากนั้นหยอดน้ำมันเครื่องสะอาดเล็กน้อยเพื่อกันสนิม

4.การดูแลระบบไฟฟ้า ถอดขั้วแบตเตอรี่ออก ทำความสะอาดคราบขี้เกลือ ตรวจระบบน้ำมันกลั่น หากเป็นแบตเตอรี่แห้งถ้าไฟหมดหรือจมน้ำนานควรให้ร้านตรวจสอบหรือชาร์จไฟใหม่ ไดสตาร์ทและไดชาร์จ ควรถอดเป่าลมให้แห้งและฉีดสเปรย์ไล่ความชื้น (WD-40 หรือเทียบเท่า) ตรวจเช็คลานไฟและจุดต่อต่างๆ ว่าหลวมหรือช็อตก่อนใช้งาน

5.ทดสอบเครื่องยนต์หลังซ่อมบำรุง หลังจากประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดกลับเข้าที่มั่นคงแล้ว ให้ลองหมุนเครื่องยนต์ด้วยมือหรือใช้เชือกดึงสตาร์ท แต่ยังไม่ต้องติดเครื่อง เพื่อดูว่าคล่องตัวดีหรือไม่ เมื่อดีแล้วจึงสตาร์ทเครื่องเดินเบาทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที คอยสังเกตเสียงเครื่องยนต์ สีของควันไอเสีย และระบบระบายความร้อนว่าทำงานปกติหรือไม่
หากมีเสียงผิดปกติให้ดับเครื่องทันที

6.ดูแลอุปกรณ์ต่อพ่วงและเทียร์ทดกำลัง ชุดเทียร์และเพลาขับ (PTO) หากน้ำท่วมถึงระดับห้องเทียร์ ถ่ายน้ำมันเทียร์เดิมออกทันที ล้างด้วยน้ำมันล้างเทียร์ แล้วเติมน้ำมันเทียร์ใหม่ ส่วนใบบิด จานผาน และอุปกรณ์ทำงานดิน ล้างคราบโคลนออกเช็ดให้แห้ง แล้วทาน้ำมันเครื่องเก่าหรือจาระบีป้องกันสนิม ถอดสายพานออกผึ่งให้แห้ง ตรวจสอบรอยแตกลายงา ล้างทำความสะอาดโซ่และหยอดน้ำมันโซ่หรือจาระบีใหม่

7.ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ตรวจสอบระบบเบรกและครัตซ์ โดยล้างทำความสะอาดและทดสอบ
ในพื้นที่โล่งก่อนใช้งานจริง หากน้ำเข้าถังน้ำมันไฮดรอลิก ต้องถ่ายทิ้งและเปลี่ยนกรองไฮดรอลิกใหม่ทั้งหมด จดบันทึก
การซ่อมบำรุง วันที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองไว้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงบำรุงรักษาตามรอบชั่วโมงการทำงาน
ครั้งต่อไป

ในระยะต่อไป กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งเสริมความพร้อมของ “ช่างเกษตรท้องถิ่น” ให้เป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรในระดับพื้นที่ โดยส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านการตรวจเช็ก ซ่อมบำรุง และฟื้นฟูเครื่องจักรกลการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แต่ละชุมชนมีบุคลากรที่สามารถให้บริการเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว ลดการพึ่งพาบริการ จากนอกพื้นที่ ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง รวมทั้งเป็นการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและรายได้เสริมให้แก่คนในชุมชน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และเครือข่ายช่างเกษตร เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยมุ่งให้ “เกษตรกรกลับมาผลิตได้เร็ว เครื่องจักรพร้อมใช้ ลดต้นทุน และชุมชนมีช่างเกษตรเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟู” หากเกษตรกรมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจสอบหรือฟื้นฟูเครื่องจักรกลการเกษตร สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน.-