Black Ribbon Top Right

7 หน่วยงานผนึกกำลัง ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกระดับการผลิตภาคเกษตรเดินหน้าปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ผนึกกำลังบูรณาการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต ลดต้นทุนด้านการเกษตร และยกระดับคุณภาพผลผลิต โดยมุ่งส่งเสริมการวิจัย พัฒนา ถ่ายทอด และนำเทคโนโลยี “การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด” ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วย “การใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและลดต้นทุน ด้านเกษตรกรรม และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด” ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้และภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การวิเคราะห์และจัดการดิน การจัดการธาตุอาหารพืช เทคโนโลยีการผลิตพืช การบริหารจัดการผ่านสหกรณ์ การส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร ตลอดจนการสนับสนุนด้านเงินทุนและการฟื้นฟูพัฒนาอาชีพ เพื่อให้เกิดระบบการสนับสนุนเกษตรกรที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทางถึงการนำไปใช้จริง หัวใจสำคัญ คือการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด โดยใช้ ข้อมูลการวิเคราะห์ดิน ความต้องการธาตุอาหารของพืช และสภาพพื้นที่เพาะปลูก เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดสูตรและปริมาณปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชและพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น และบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

นายกฤษ อุตตมะเวทิน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกนำเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่ โดยประสานเครือข่ายเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เพื่อคัดเลือกเกษตรกรและพื้นที่เป้าหมายสำหรับการถ่ายทอดและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด พร้อมสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการธาตุอาหารพืช และการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่เพาะปลูก

“กรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและแปลงเรียนรู้ เพื่อให้เกษตรกรได้เห็นผลจากการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง ทั้งในด้านการลดต้นทุน ประสิทธิภาพการผลิต และคุณภาพผลผลิต ก่อนนำผลที่ได้ไปถ่ายทอดและขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่อื่น โดยใช้กลไกเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเครือข่ายเกษตรกรเป็นตัวเชื่อมสำคัญ”
นายกฤษ กล่าว

ทางด้านสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยมีบทบาทด้านการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้านกรมพัฒนาที่ดินจะสนับสนุนองค์ความรู้และข้อมูลด้านดิน การวิเคราะห์ดิน และการจัดการธาตุอาหาร ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์จะเชื่อมโยงสหกรณ์การเกษตรให้มีส่วนร่วมในการนำเทคโนโลยีไปใช้ รวมถึงการบริหารจัดการการผลิตและปัจจัยการผลิตในระดับกลุ่ม กรมวิชาการเกษตรสนับสนุนองค์ความรู้ด้านพืชและเทคโนโลยีการผลิต
ส่วนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจะเป็นผู้สนับสนุนกลไกที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงแหล่งทุน การฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร เพื่อให้การนำเทคโนโลยีไปใช้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือการส่งเสริมการนำ วัสดุเหลือใช้และผลพลอยได้ทางการเกษตร มาใช้ประโยชน์ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด ช่วยลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก เพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรในท้องถิ่น และสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาภาคเกษตรกรรมที่คำนึงถึงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของทรัพยากร การบูรณาการความร่วมมือของทั้ง 7 หน่วยงาน จึงเป็นการเชื่อมโยง “งานวิจัย → ข้อมูลดินและพืช → เทคโนโลยี → การส่งเสริมในพื้นที่ → กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ → แหล่งทุน → การพัฒนาอาชีพ” ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องวิจัย แต่สามารถนำไปใช้ได้จริงในแปลงของเกษตรกร

นายกฤษ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งนำความร่วมมือดังกล่าวไปต่อยอดภายใต้แนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การจัดการดินและปัจจัยการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เพื่อให้เกิดการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่การพัฒนาภาคการเกษตรที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป.-