
จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์สวนส้มโอในพื้นที่ตำบลโนนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ว่าได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแห้งแล้งจนยืนต้นตายเป็นวงกว้างนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่า ไม่ปรากฏกรณีส้มโอยืนต้นตายเป็นวงกว้างตามที่เป็นข่าว โดยสถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้


นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที พบว่า สภาพอากาศที่แห้งแล้ง อุณหภูมิสูง และความชื้นไม่เหมาะสม ส่งผลให้ส้มโอบางสวนมีอาการเหี่ยวเฉาชั่วคราว แต่ยังไม่ถึงขั้นยืนต้นตาย และไม่กระทบต่อภาพรวมของผลผลิต อีกทั้งพื้นที่ยังมีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการผลิตตลอดปี
ทั้งนี้ อาการที่พบในบางแปลงส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการสวน เช่น ต้นมีอายุมาก หรือขาดการบำรุงรักษา ส่งผลให้กิ่งแห้งและมีการสลัดผล อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 17–19 เมษายน 2569 มีฝนตกในพื้นที่ ช่วยเพิ่มความชื้นในดิน ลดอุณหภูมิสะสม และเอื้อต่อการฟื้นตัวของต้นส้มโอได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน เกษตรกรยังมีผลผลิตส้มโอนอกฤดู ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีพ่อค้ารับซื้อถึงพื้นที่ ในราคาประมาณกิโลกรัมละ 18–20 บาท สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ตามปกติ จึงได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ และสำนักงานเกษตรอำเภอเกษตรสมบูรณ์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำเชิงวิชาการ และสนับสนุนการจัดการสวนอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และรักษาคุณภาพผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางการดูแลและฟื้นฟูสวนส้มโอในช่วงแล้ง ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงออกดอกและติดผล ควบคู่กับการดูแลแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- คลุมดินด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง เพื่อลดการระเหยของน้ำ
- กำจัดวัชพืช เพื่อลดการแย่งน้ำและธาตุอาหาร
- ตัดแต่งกิ่ง เพื่อลดการคายน้ำ และช่วยให้ต้นฟื้นตัวเร็ว
- ปลิดผลอ่อนในต้นที่โทรม เพื่อให้ต้นสะสมอาหารฟื้นฟูระบบรากและใบ
- เสริมปุ๋ยทางใบทุก 7–10 วัน ในช่วงที่ระบบรากยังทำงานไม่เต็มที่
- เพิ่มธาตุอาหารรอง เช่น สังกะสี (Zn) และแมงกานีส (Mn) เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบใหม่
กรมส่งเสริมการเกษตรจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรทั้งด้านองค์ความรู้และปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสมต่อไป





Skip to content
