
ยกระดับ 50 ศูนย์ปฏิบัติการทั่วประเทศ สู่ “ศูนย์กลางองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตร”
ปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของตลาด ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้กำหนดทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตรภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแนวคิด BCG Economy และ Climate Smart Agriculture ที่มุ่งเน้นการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการการพัฒนาเพื่อยกระดับศูนย์ปฏิบัติการ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร มีภารกิจสำคัญในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ปัจจุบัน กรมฯ มี “ศูนย์ปฏิบัติการ” จำนวน 50 ศูนย์ทั่วประเทศ แบ่งขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละศูนย์ปฏิบัติการให้เหมาะสม และจัดประเภทลักษณะการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จำนวน 18 ศูนย์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (เกษตรที่สูง) จำนวน 8 ศูนย์ ศูนย์ขยายพันธุ์พืช จำนวน 10 ศูนย์ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร (ศูนย์เฉพาะด้าน) ได้แก่ ด้านวิศวกรรมเกษตร จำนวน 2 ศูนย์ ด้านอารักขาพืช จำนวน 9 ศูนย์ ด้านแมลงเศรษฐกิจ จำนวน 2 ศูนย์ และศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 1 ศูนย์ ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการถือเป็นกลไกหลักด้านวิชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำหน้าที่ศึกษา ทดสอบ ประยุกต์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เหมาะสมสู่เกษตรกร โดยที่ผ่านมา หลายศูนย์มีผลงานและองค์ความรู้ที่เป็นจุดแข็งของพื้นที่ สามารถสร้างเกษตรกรต้นแบบและขยายผลสู่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดบางประการ ทั้งในเรื่องความชัดเจนของบทบาท ภารกิจที่ยังไม่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ การขาดบุคลากรเฉพาะทาง โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ยังไม่เพียงพอ ตลอดจนการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างส่วนกลาง หน่วยงานระดับเขต จังหวัด และภาคีเครือข่าย ที่ยังไม่เกิดกลไกบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบ



กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจำเป็นต้อง Brainstorm to Breakthrough เพื่อถอดบทเรียนจากอดีต มองเห็นช่องว่างของปัจจุบัน และกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของศูนย์ปฏิบัติการในอนาคต ให้มีบทบาทชัดเจน เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ และต้นแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการค้นหาจุดเด่นเฉพาะพื้นที่ หรือ Product Champion & Expert Center โดยแต่ละศูนย์ไม่จำเป็นต้องทำทุกเรื่องเหมือนกัน แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จุดเด่นเฉพาะตัว” ของศูนย์คืออะไร ทั้งในด้านสินค้า เทคโนโลยี หรือองค์ความรู้ ที่สามารถพัฒนาเป็นต้นแบบการเรียนรู้และถ่ายทอดสู่เกษตรกรได้จริง แต่ละศูนย์ควรมีสินค้า หรือเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นอย่างน้อย 1 ด้าน ที่สะท้อนอัตลักษณ์และศักยภาพของพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานอย่างไร้รอยต่อ (Integration) เชื่อมโยงการทำงานระหว่างส่วนกลาง หน่วยงานระดับเขต จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการ ให้เกิดการขับเคลื่อนงานวิชาการในทิศทางเดียวกัน ไม่ซ้ำซ้อน และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่เกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืช การอารักขาพืช การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ ตลอดจนการจัดการแปลงเรียนรู้สมัยใหม่ เพื่อรองรับการเกษตรยุคใหม่ที่ต้องอาศัยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการตัดสินใจ


นอกจากนี้ ยังต้องมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร โดยวัดจากความสามารถในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ได้จริง สามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพสินค้า และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน
“กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งมั่นเสริมสร้างกลไกการบูรณาการและการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และภาคีเครือข่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับผลลัพธ์การดำเนินงาน สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบ หรือ Center of Excellence ที่มีสินค้า เทคโนโลยี หรือระบบการผลิตที่โดดเด่นเฉพาะพื้นที่ และยกระดับศูนย์ปฏิบัติการให้เป็น ‘ศูนย์กลางองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตร’ ที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรและการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว.-



Skip to content
