Black Ribbon Top Right

รมช.ปิยะรัฐชย์ สั่งลุย-เจ้าหน้าที่เกษตรลงพื้นที่สำรวจความเสียหายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรเบื้องต้นหลังน้ำเริ่มลดระดับ พร้อมกำชับพื้นที่เฝ้าระวังฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภัยพิบัติอย่างเต็มที่ สำหรับในส่วนของการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของเกษตรกรด้านพืช ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรกำชับให้ทุกสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ ติดตามสถานการณ์จากฝนตกหนักและฝนตกสะสมในช่วงที่ผ่านมา ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านเริ่มคลี่คลาย หลังระดับน้ำในหลายพื้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมวลน้ำก้อนใหญ่เคลื่อนผ่านตัวเมืองน่านลงสู่อำเภอเวียงสา ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำยังสูงกว่าตลิ่งประมาณ 2 เมตร หากไม่มีฝนตกหนักหรือปัจจัยอื่นเข้ามาเพิ่มเติม คาดว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก่อนมวลน้ำจะไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ต่อไป

โดยพื้นที่เกษตรที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายในจังหวัดน่าน มีพื้นที่ความเสียหายเบื้องต้นใน 9 อำเภอ เกษตรกรคาดว่าได้รับผลกระทบ 6,538 ราย พื้นที่ความเสียหายเบื้องต้นจำนวน 14,963.18 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว จำนวน 9,121.77 ไร่ พืชไร่และพืชผัก จำนวน 5,728.66 ไร่ ไม้ผลและไม้ยืนต้นและอื่นๆ จำนวน 112.75 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2569) สำหรับการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ขณะนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการ 6 อำเภอ ได้แก่ พื้นที่อำเภอปัว อำเภอภูเพียง อำเภอเมืองน่าน อำเภอท่าวังผา อำเภอสันติสุข และพื้นที่อำเภอเวียงสา

นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางการช่วยเหลือนั้น ได้กำชับให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการเตรียมพันธุ์พืชผักและไม้ผล สำหรับสนับสนุนเกษตรกรหลังน้ำลด ทันที รวมถึงการสนับสนุน เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟู ป้องกันเชื้อราสาเหตุโรคพืชให้แก่เกษตรกรที่ประสบภัยภายหลังน้ำลด ซึ่งสามารถใช้ในการควบคุมโรคพืชได้หลายชนิด ทั้งบริเวณราก ลำต้น และใบ เช่น โรครากเน่าโคนเน่า โดยเกษตรกรสามารถขอรับเชื้อราไตรโคเดอร์มา ได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช(ศทอ.)

ด้านนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนการช่วยเหลือสิ่งที่เกษตรกรต้องทำ ได้แก่ 
1. ตรวจสอบ ว่าพืชที่ปลูกในพื้นที่การเกษตรของตนได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัยหรือไม่ ซึ่งนับเป็นขั้นตอนแรกที่จะระบุว่าเกษตรกรรายนั้น จะได้รับหรือไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ
2. ยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) ซึ่งเกษตรกรสามารถขอรับเอกสารได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย หรือดาวน์โหลดทางออนไลน์ได้จาก https://disaster.doae.go.th โดยต้องให้ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน อบต.หรือนายกเทศมนตรี ตรวจสอบและรับรองความเสียหาย แล้วแต่กรณี ก่อนส่งให้สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย 
3. เข้าร่วมประชาคมและติดตามรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบในประกาศคัดค้าน ณ สถานที่ที่เจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่กำหนด หลังจากยื่นแบบแล้วประมาณ 60 วัน หากมีรายชื่อเป็นเกษตรกรผู้ได้รับการช่วยเหลือ จะได้รับเงินช่วยเหลือ โดย ธ.ก.ส.จะทยอยโอนเงินตามขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาอย่างเหมาะสม และจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกรเท่านั้น เพื่อป้องกันการแทรกแซงของมิจฉาชีพ

สำหรับการดำเนินงานของสำนักงานเกษตรอำเภอจะรวบรวมแบบขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) ของเกษตรกร เสนอให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) พิจารณาให้ความช่วยเหลือ ภายใน 40 วัน นับแต่วันที่เกิดภัย ทั้งนี้หากไม่เพียงพอให้สำนักงานเกษตรจังหวัดเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) พิจารณาให้ความช่วยเหลือตามลำดับต่อไป โดยเร่งดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้รวดเร็วที่สุด

ทั้งนี้ สำหรับภัยธรรมชาติที่เกิดตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตให้การช่วยเหลือจะได้รับการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 โดยให้การช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่

ทั้งนี้เกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน