
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศอย่างเป็นระบบ บูรณาการนโยบาย งานวิจัย เทคโนโลยี และการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีสู่เกษตรกรผ่านกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based learning) นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรจำเป็นต้องมีความรู้รอบด้านในการช่วยให้เกษตรกรรู้จักปัญหาและเกิดการเรียนรู้ในหลากหลายมิติ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เกษตรกรต้องนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเข้ามาช่วยในการทำการเกษตรให้ได้ผลิตต่อไร่สูงขึ้น และยกระดับสินค้าให้มีมาตรฐาน ปรับเปลี่ยนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรจากการแปรรูปเป็นอาหาร สู่การแปรรูปเป็นยาและเครื่องสำอางที่มีมูลค่า ช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรให้เพิ่มสูงขึ้น กรมส่งเสริมการเกษตรมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรกว่า 10,000 ราย ที่พร้อมเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีใหม่สู่เกษตรกร ช่วยพัฒนาเกษตรกรให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีรายได้เพิ่ม และช่วยยกระดับ GDP ของประเทศ
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วย “การส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมกระบวนการผลิต และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเองของชุมชนอย่างยั่งยืน” ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร เป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือในการบูรณาการงานวิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้แผนวิจัยมุ่งเป้าเพื่อรองรับกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) สำหรับของปาล์มน้ำมัน โกโก้ กาแฟ และถั่วเหลือง ที่กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบ โดยเกษตรกรต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักที่กำหนดใน EUDR ทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ 1) สินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-free) 2) สินค้าผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศผู้ผลิต (Legality requirement) และ 3) สามารถตรวจสอบสถานะ (Due diligence) ซึ่งจะเป็นการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชนในระยะยาวอย่างยั่งยืน และมุ่งสู่การปรับระบบการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน โดยเน้นการขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ (1) เกษตรผลิตดี : ยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต (2) เกษตรปลอดภัย : คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (3) เกษตรยั่งยืน : เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร รวมถึงนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และช่วยส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมเป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับความมั่นคงทางอาหารของประเทศในอนาคต โดยบันทึกความเข้าใจมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่จัดทำบันทึกความเข้าใจ





******************************
กองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร : ข้อมูล
กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : ข่าว
Skip to content
