Black Ribbon Top Right

เกษตรฯ เผย 3 สิ่ง เกษตรกรควรทำ เพื่อรับการช่วยเหลือ เมื่อประสบภัยพิบัติด้านพืช

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับภาวะ “โลกรวน” ที่ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก
ทั้งฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมฉับพลัน พายุฤดูร้อน อากาศร้อนจัด รวมถึงการระบาดของศัตรูพืชที่ส่งผลกระทบต่อ
ภาคการเกษตรโดยตรง การรับมือภัยพิบัติด้านการเกษตรจึงไม่ใช่เพียงการเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งการเตรียมความพร้อม การลดความเสี่ยง การเฝ้าระวัง การฟื้นฟู และการสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้อย่างยั่งยืน

นางอัญชลี  สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภัยพิบัติในทุกมิติ ควบคู่กับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงสิทธิการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและตรงเป้าหมายเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น เมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติขึ้นแล้วเกิดความเสียหายในพื้นที่การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรจะดูแลช่วยเหลือเรื่องความเสียหายด้านพืช ซึ่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน พ.ศ.2568 กำหนดให้ภาครัฐช่วยเหลือผู้ประสบภัยเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว สิ่งที่เกษตรกรต้องทำ ได้แก่ 1.ตรวจสอบ ว่าพืชที่ปลูกในพื้นที่การเกษตรของตนได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรให้เป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัยหรือไม่ ซึ่งนับเป็นขั้นตอนแรกที่จะระบุว่าเกษตรกรรายนั้นจะได้รับหรือไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ หากเกษตรกรเพาะปลูกโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือเพาะปลูกพืชในฤดูกาลใหม่โดยไม่ได้ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในกรณีพืชที่ปลูกได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น 2.ยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) ซึ่งเกษตรกรสามารถขอรับเอกสารได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย หรือดาวน์โหลดทางออนไลน์ได้จาก https://disaster.doae.go.th โดยต้องให้ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน อบต.หรือนายกเทศมนตรี ตรวจสอบและรับรองความเสียหาย แล้วแต่กรณี ก่อนส่งให้สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย 3. เข้าร่วมประชาคมและติดตามรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบในประกาศคัดค้าน ณ สถานที่ที่เจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่กำหนด หลังจากยื่นแบบแล้วประมาณ 60 วัน หากมีรายชื่อเป็นเกษตรกรผู้ได้รับการช่วยเหลือ จะได้รับเงินช่วยเหลือ โดย ธ.ก.ส.จะทยอยโอนเงินตามขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาอย่างเหมาะสม และจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกรเท่านั้น เพื่อป้องกันการแทรกแซงของมิจฉาชีพ

กรณีมีพื้นที่เกษตรเสียหายจริง และอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ จะช่วยเหลือไม่เกิน
ครัวเรือนละ 30 ไร่ แบ่งประเภท ดังนี้ ข้าว 1,340 บาทต่อไร่ พืชไร่และพืชผัก 1,980 บาทต่อไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่น ๆ 4,048 บาทต่อไร่ ในส่วนการดำเนินงานของสำนักงานเกษตรอำเภอจะรวบรวมแบบขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) ของเกษตรกร เสนอให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) พิจารณาให้ความช่วยเหลือ ภายใน 40 วัน นับแต่วันที่เกิดภัย ทั้งนี้หากไม่เพียงพอให้สำนักงานเกษตรจังหวัดเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) พิจารณาให้ความช่วยเหลือ ภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ผ่านการพิจารณาหากไม่เพียงพอ ให้ ก.ช.ภ.จ. พิจารณาให้ความเห็นชอบขอให้เงินทดรองราชการในอำนาจปลัด กษ. จังหวัดเสนอกรม ภายใน 10 วัน โดยเร่งดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้รวดเร็วที่สุด

ทั้งนี้ สำหรับความคืบหน้าหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในอัตราใหม่ยังอยู่ระหว่างกระทรวงการคลังพิจารณา

*****************

กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์: ข่าว ที่มา : กองแผนงาน กรมส่งเสริมการเกษตร